Maxx

ถาม-ตอบ

fdfd

จะมีวิธีป้องกันตัวถังรถไม่ให้เกิดสนิมได้อย่างไร
วิธีป้องกันไม่ให้รถเป็นสนิมเร็วเกินไปสามารถกระทำได้โดย 
  1. 1. ล้างรถให้สะอาดและลงเคลือบเงา โดยเฉพาะเศษโคลนทราย ที่ติดตามบังโคลน ต้องล้างออก ให้หมด 
  2. 2. ตรวจดูความเรียบร้อยของสี ถ้าพบรอยชำรุดให้รีบซ่อมแซมทันที 
  3. 3. ตรวจดูรูระบายน้ำต่างๆ เช่น ด้านล่างของประตูไม่ให้เกิดการอุดตัน เพื่อป้องกันน้ำขัง 
  4. 4. ตรวจดูบริเวณใต้ท้องรถ ถ้าสกปรกมาก ให้ฉีดล้างด้วยน้ำ หรือใช้บริการของ ศูนย์ล้างอัดฉีดก็ได้ 
เข้าหน้าฝนแล้วอยากทราบว่าจะมีวิธีการขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย
วิธีการขับรถในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะถ้าเกิดน้ำท่วม แล้วควรเพิ่มความระมัดระวัง ในการขับรถมากขึ้น และตรวจอุปกรณ์ ที่ใช้เกี่ยวกับหน้าฝนให้พร้อม และมีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้ 
  • 1. ตรวจใบปัดน้ำฝนและมอเตอร์ฉีดน้ำล้างกระจก 
  • 2. ตรวจยางหุ้มแร็กพวงมาลัย, เพลาขับและผ้าเบรก ถ้าพบว่าขาด หรือชำรุด ต้องรีบทำการเปลี่ยน 
  • 3. ขณะลุยน้ำจะทำให้เบรกไม่อยู่ ให้เหยียบเบรกหลายๆ ครั้ง ขณะรถวิ่งช้าๆ 
  • 4. ขณะลุยน้ำลึก ไม่ควรเปิดแอร์ เพราะจะทำให้พัดลม และคอมเพรสเซอร์ เสียหาย 
  • 5. รถดีเซล ไม่ควรเร่งเครื่องแรง ควรถอดท่อกรองอากาศออก และต่อให้ท่อสูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำเข้า 
  • 6. รถเบนซินหัวฉีดไม่ควรลุยน้ำลึก เพราะจะทำให้กล่องควบคุมเสียหายได้ 
  • 7. รถเบนซินขณะลุยน้ำ เครื่องจะสั่น หรือดับได้ ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดสายหัวเทียน จานจ่ายและคอยล์ หรือ ใช้น้ำยาอเนกประสงค์ ฉีดไล่ความชื้น 
  • 8. ควรหลีกเลี่ยงการลุยน้ำที่มีระดับลึกเกินขอบประตู เพราะจะให้พรมภาย ในเปียกและมีกลิ่นเหม็นได้ 
  • 9. เมื่อจำเป็นต้องจอดรถไว้เป็นเวลานาน ไม่ควรดึงเบรกมือไว้ เพราะจะทำให้เบรกติด ควรใช้ขอนไม้รองล้อกันรถ ไหลหรือเข้าเกียร์ไว้ 
  • 10. หลังลุยน้ำ ควรตรวจการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ, พัดลมแอร์, คอมเพรสเซอร์และลูกปืนรอกแอร์ ถ้าพบว่ามีเสียงดังเกิดขึ้นให้ทำการเปลี่ยนใหม่
  • 11. หลังขับรถลุยน้ำหรือจอดรถแช่น้ำนานๆ ควรตรวจน้ำมันเกียร์, เฟืองท้ายและน้ำมันเครื่อง ถ้าพบว่ามีน้ำปะปน อยู่ต้องเปลี่ยนใหม่ทันที
  • 12. ถ้าพบว่ามีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนอื่น ๆ ให้รีบนำรถเข้าศูนย์บริการทันที 

อยากทราบว่า มีอะไหล่ชิ้นส่วนใดบ้าง ที่ได้รับความเสียหาย หลังจากการใช้รถ ขณะมีน้ำท่วม
จุดเสียหายที่เกิดจากการใช้รถขณะมีน้ำท่วมซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ก็คือ 
  • 1. คลัทช์ติด , ลูกปืนคลัทช์ดัง
  • 2. เบรกติด , เบรกมีเสียงดัง
  • 3. ลูกปืนล้อหน้า-หลัง มีเสียงดัง
  • 4. น้ำเข้าห้องเกียร์-เฟืองท้าย 
  • 5. แปรงถ่านไดสตาร์ท-ไดชาร์จติดตาย, ลูกปืนดัง
  • 6. กระปุกพวงมาลัย, คันชัก-คันส่ง
  • 7. ระบบแอร์, สายพาน, ลูกปืนรอกแอร์, ลูกปืนคลัทช์แอร์, คอมเพรสเซอร์แอร์
  • 8. สายพานพัดลม, มอเตอร์พัดลมหม้อน้ำ
  • 9. กล่องควบคุมคอมพิวเตอร์
  • 10. เกียร์และเฟืองท้าย
  • 11. พรมปูพื้นเปียกและเกิดกลิ่นเหม็น ควรถอดตากให้แห้ง
  • 12. ควรหล่อลื่นประตูรถ, กลไกภายใน, ปุ่มล็อค, กุญแจล็อค, เฟืองหมุนกระจก, กลอนประตูและบานพับ หลังจากหมดหน้าฝนหรือผ่านการลุยน้ำท่วมมาแล้ว ควรนำรถเข้าตรวจสภาพที่ศูนย์บริการนิสสันใกล้บ้านท่านโดยเร็ว จะมีวิธีการสังเกตได้อย่างไรว่าจะต้องเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน เมื่อท่านเริ่มเปิดให้ที่ปัดน้ำฝนทำงานยามเข้าหน้าฝน และเมื่อใบปัดน้ำฝนของท่านเกิดอาการดังลักษณะต่อไปนี้ 
  • 1. หลังจากที่ปัดกระจกแล้วยังมีละอองน้ำเป็นเส้นๆ ที่ครึ่งวงกลมบนกระจก
  • 2. ใบปัดจะมีเสียงเอี๊ยดๆ และมีอาการกระตุกขณะทำงาน
  • 3. คราบสกปรกและน้ำยังหลงเหลืออยู่บนกระจก ทำให้กระจกมัว
  • 4. เมื่อเร่งความเร็วรถ แรงลมจะดันให้ใบปัดลอยขึ้นจากแผ่นกระจก ทำให้ปัดได้ไม่สะอาด

การขัดเคลือบสีรถควรทำบ่อยแค่ไหนจึงจะดี
การขัดเคลือบสีรถสามารถทำได้โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ 
  • 1. การขัดสีรถเพื่อลบรอยขนแมวหรือรอยขีดข่วนบนผิวสี ซึ่งไม่ควรกระทำบ่อยจนเกินไป เพราะการขัดสีจะใช้ยาขัดสี ที่มีคุณสมบัติขัดผิวสีด้านบนออก ดังนั้นความหนาของสีก็จะลดลง ซึ่งรถบางคันที่มีการขัดสีออกบาง จนเห็นผิวสีพื้นก็จะต้องพ่นสี หรือทำสีใหม่ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายมาก 
  • 2. การเคลือบสี เป็นการเคลือบผิวสีด้วยน้ำยาเคลือบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากขึ้ผึ้ง (Wax) ซึ่งขี้ผึ้งเหล่านี้ ไม่มีส่วนผสมของผงขัด สีอยู่ จึงเป็นเพียงการไปเคลือบผิวหน้าสีให้ลื่น และเป็นเงาวาวเพียงอย่างเดียว ดังนั้นถ้าจะไปขัดเคลือบสี ควรพิจารณาให้ดีเสียก่อน ว่าจะทำอะไร มิเช่นนั้นสีรถของท่าน อาจถูกทำลายโดยไม่รู้ตัว

ระบบเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์ NISSAN SUNNY NEO และ E-Flow เป็นอย่างไร และมีข้อดีอย่างไรบ้าง?
ระบบเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์ New Sunny แบบ E-Flow ที่พูดถึงคือ Full Range New Electronically Controlled 4 speed A/T เป็นระบบเกียร์อัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การส่งกำลังมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดปัญหาการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนั้นยังช่วย ให้การขับขี่มีความนุ่มนวลมากที่สุด ลดอาการกระตุก กระชากในขณะที่ออกรถหือขณะเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ พร้อมกับติดตั้ง Shift Lock ที่เป็นปุ่มสีแดง เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเสริมความปลอดภัยในขณะขับขี่ ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเมื่อผู้ขับขี่เลื่อนคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง P (Park) คันเกียร์จะถูกล็อกโดยอัตโนมัติ ไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเลื่อนตำแหน่งคันเกียร์เล่น ถ้าผู้ขับขี่ต้องการปลดล็อก ในขณะที่เครื่องยนต์สตาร์ทอยู่ สามารถกระทำได้โดยการเหยียบเบรกและกดปุ่มปลดล็อกคันเกียร์ Shift Lock Button คันเกียร์ก็จะสามารถเลื่อนได้ แต่ถ้าต้องการเลื่อน คันเกียร์ในขณะที่เครื่องยนต์ดับแล้ว ผู้ขับขี่ต้องกดปุ่ม Shift Lock สีแดงพร้อมกับกดปุ่มปลดล็อกคันเกียร์ คันเกียร์จึงจะสามารถเลื่อนได้ 

 การล้างตู้แอร์ควรทำบ่อยแค่ไหน? และมีวิธีดูแลง่ายๆ อย่างไรบ้าง
การล้างตู้แอร์ เป็นการทำความสะอาดคราบหรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ภายใน อันก่อให้เกิดกลิ่นอับจากตู้แอร์ เมื่อรวมตัวกับความชื้น ที่กลั่นตัวเป็นน้ำ การล้างตู้แอร์มักจะทำต่อเมื่อมีสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันมากๆ จนลมจากชุดพัดลม (Blower) ผ่านออกมาได้น้อย ซึ่งจะอยู่ในช่วงระยะเวลาใช้งานประมาณ 2-3 ปีหรือขึ้นอยู่กับการใช้งาน และดูแลรักษาด้วย วิธีการง่ายๆ ที่สามารถดูแลรักษาไม่ให้ตู้แอร์อุดตันเร็วสามารถทำได้โดยการดูแลรักษาความสะอาดภายใน เช่น การทำความสะอาดพรมปูพื้น การดูดฝุ่นภายในตัวรถเป็นประจำ

อยากทราบวิธีปฏิบัติเบื้องต้นของการตรวจระดับน้ำมันเครื่องว่าควรทำอย่างไรบ้าง
การตรวจระดับน้ำมันเครื่องสามารถกระทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ดังนี้ 
  • 1. จอดรถในพื้นราบและดึงเบรกมือ
  • 2. ติดเครื่องและอุ่นเครื่องจนถึงอุณหภูมิทำงาน
  • 3. ดับเครื่องยนต์รอสัก 2-3 นาที เพื่อให้น้ำมันไหลกับคืนอ่างน้ำมันเครื่อง
  • 4. ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมาเช็ดให้สะอาดและเสียบกลับลงไปให้สุด
  • 5. ดึงก้านวัดออกมาอ่านระดับน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันเครื่องจะต้องอยู่ระหว่างขีด "H"และ"L"ถ้ามีระดับต่ำกว่าขีด"L" ให้เปิดฝาเติมน้ำมันและเติมน้ำมันเครื่องเพิ่มจนอยู่ระหว่างขีด "H"และ"L" อย่าเติมจนเกินขีด "H" 
  • 6. ตรวจระดับน้ำมันเครื่องด้วยก้านวัดอีกครั้งหนึ่ง 
อยากทราบสาเหตุของการเกิดสนิมที่ตัวถังรถว่าเกิดจากอะไรได้บ้าง
ปัจจัยที่เป็นเหตุทำให้รถเป็นสนิม คือ ความชื้นภายในบริเวณซอกมุมอับของรถและบริเวณที่สีหลุด แตก อันเนื่องมาจากถูกกระทบจากเศษหิน กรวด นอกจากนี้แล้ว ปัจจัยทั่วไปที่จะทำให้รถเป็นสนิมเร็ว คือ 
  • 1. ความชื้น ฝุ่น ทราย และน้ำที่สะสมอยู่ในพื้นรถ จะทำให้เกิดสนิมเร็ว ดังนั้นถ้าพรมชื้นควรถอดพรมตากให้แห้งก่อน เพราะถ้าพรมปิดอยู่จะทำให้แห้งได้ยาก
  • 2. ความชื้นสัมพัทธ์ ในบริเวณที่ความชื้นสัมพัทธ์สูงจะทำให้เกิดสนิมเร็วขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเลและอากาศร้อนอบอ้าว
  • 3. อุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิสูงจะเร่งให้เกิดสนิมเร็วขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีการระบายอากาศเพียงพอ
  • 4. มลภาวะทางอากาศ เช่น มลภาวะจากละอองสารเคมีจากโรงงานอุตสาหะกรรม จะทำให้เกิดสนิมเร็วขึ้น

ไส้กรองอากาศ หากมีน้ำเข้าควรปฏิบัติอย่างไร
ไส้กรองอากาศโดยปกติจะติดตั้งในตำแหน่งที่รับอากาศเข้าได้มากสุด แต่น้ำเข้าได้น้อยที่สุด ซึ่งมักจะมีงวงหรือท่อดัก ที่บริเวณด้านหน้ารถ

แต่ถ้าหากพบว่ามีน้ำเข้ากรองอากาศ ก็ขอให้ตรวจสอบจุดดักอากาศว่ามีน้ำเข้าได้อย่างไร เช่น ขับรถลุยน้ำในระดับที่สูงมาก มีท่ออากาศบางตำแหน่งรั่วรับน้ำพอดี ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขและ เมื่อแก้ไขแล้วให้นำไส้กรองที่เปียกน้ำเป่าลมให้แห้ง นอกจากน้ำแล้วให้ตรวจสอบและสังเกตุการทำงานของเครื่องยนต์ว่าเป็นปกติหรือไม่ เช่น ควันไม่มีสีขาว เครื่องยนต์เดินเบากระตุก ในเครื่องยนต์ดีเซล เป็นต้น หากเป็นเช่นนั้นแล้วจำเป็นต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุดเสียหาย ได้แก่ ก้านสูบ ซึ่งคาดว่าคดงอไปแล้ว 
เคยได้ยินว่ายางใหม่ต้องปรับสภาพ ในเรื่องนี้มีความจริง-เท็จอย่างไร
ยางล้อรถเมื่อเปลี่ยนใหม่ไม่สามารถปรับให้ใหม่กว่านี้ได้อีกแล้ว กลับกลายจะเริ่มสึกหรอตั้งแต่วินาทีแรกที่ล้อเริ่มหมุนต่างหาก สิ่งที่ต้องปรับสภาพเมื่อเปลี่ยนยางใหม่ทุกครั้ง คือ การตรวจสอบช่อมแซมชิ้นส่วนช่วงล่างใหม่หรือปรับสภาพให้เข้ากับยางใหม่ เช่น การตรวจสอบการสึกหรอของลูกหมาก ลูกยางบู๊ชต่างๆ รวมถึงการปรับตั้งข้อมูลล้อให้ถูกต้อง เพื่อให้การสึกหรอของยางเป็นไปอย่างปกติมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น รวมทั้งไม่ให้เกิดเสียงรบกวนขณะขับขี่ ซึ่งทั้งหมดนี้ร้านยางจะมีบริการลูกค้า อยู่แล้ว รวมถึงศูนย์บริการมาตรฐานของ NISSAN ด้วยเช่นกัน 

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก่อนกำหนดเวลาดีหรือไม่? และจะทำให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานนานหรือเปล่า?
การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก่อนกำหนดเวลา จะว่าไปแล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ได้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น แถมยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องโดยปกติแล้วบริษัทฯ จะกำหนดไว้ที่ทุกๆ 5,000 กม. ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด 
อยากทราบว่าจะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกพร้อมกับน้ำมันเครื่องทุกครั้งหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกครั้ง เพราะการเสื่อมสภาพของน้ำมันเบรกจะขึ้นอยู่กับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ที่น้ำมันเบรกจะดูดซับเข้าไปเมื่อมี ความชื้นสะสมในน้ำมันมาก สีและจุดเดือดของมันก็จะเปลี่ยนไปให้เราสามารถสังเกตเห็นได้ โดยปกติแล้วน้ำมันเบรกทางบริษัทผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้ที่ทุกๆ 20,000 กม. หรือทุกๆ 1 - 2 เดือน 
รถนิสสันซันนี่ ใช้มาได้ 4 ปีเศษ และระยะทางได้ 100,000 กิโลเมตรเศษ อยากทราบว่าจะต้องตรวจเช็คหรือเปลี่ยนอะไหล่ใดบ้าง?
รถที่ใช้งานในระยะ 4 ปี หรือ 100,000 กม. ทางบริษัทผู้จำหน่ายได้มีมาตรฐานการตรวจสอบตามจุดต่างๆ ของตัวรถลูกค้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้มีแนะนำอยู่ในหนังสือคู่มือผู้ใช้รถแล้ว เช่น ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์, ระบบเบรก, ระบบคลัทช์, ระบบบังคับเลี้ยว และถ้าพบสิ่งผิดปกติหรือไม่อยู่ในมาตรฐานที่กำหนด ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนนั้นๆ 
การเติมลมยางมากหรือน้อยเกินไปจะมีผลกับรถอย่างไร
ผู้ใช้รถควรตรวจลมยางให้สมบูรณ์ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพราะไม่ว่าการสูบลมยางมาก หรือน้อยกว่าค่าที่กำหนดก็จะทำให้เกิดผลเสียได้  ข้อเสียของการสูบลมยางน้อยกว่าค่าที่กำหนด 

  • 1. ยางจะสึกหรอบริเวณไหล่ยาง ทำให้อายุการใช้งานของยางสั้นลง 
  • 2. เกิดความร้อนสูงบริเวณไหล่ยาง ทำให้ผ้าใบหรือเนื้อยางไหม้ 
  • 3. พวงมาลัยหนัก ทำให้ประคองรถไปตามทิศทางที่ต้องการได้ยาก จึงจำเป็นต้องออกกำลังในการเร่งเครื่องยนต์มากขึ้น มีผลทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น 
  • 4. โครงยางบริเวณแก้มยางฉีกขาดง่าย 
  • 5. ประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนลดลง 
  • 6. เนื้อยางบริเวณหน้ายางจะฉีกขาดง่าย ถ้าวิ่งด้วยความเร็วสูงกว่า 100 กม./.  ชม

ข้อเสียของการสูบลมยางมากกว่าค่าที่กำหนด 

  • 1. เกิดการเลื่อนไถลได้ง่าย เนื่องจากหน้าสัมผัสในการยึดเกาะถนนลดลง 
  • 2. โครงยางระเบิดได้ง่าย เมื่อได้รับแรงกระแทกหรือถูกของมีคม เนื่องจากโครงยางแบ่งตัวเต็มที่ การยืดหยุ่นตัวน้อย 
  • 3. ยางจะสึกหรอบริเวณกลางหน้ายาง และทำให้อายุการใช้งานของยางสั้นลง การตรวจเช็คแรงดันลมยาง ควรหมั่นตรวจอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้รถที่จอดทิ้งไว้นานๆ ยางในส่วนที่สัมผัสกับพื้นอาจจะเสียรูปได้เช่นกัน 

 ถ้าหากไม่ได้เปลี่ยนน้ำมันเบรกตามระยะที่กำหนดจะมีผลเสียอย่างไร
น้ำมันเบรกมีหน้าที่ส่งถ่ายแรง ซึ่งเกิดจากการเหยียบเบรกไปยังผ้าเบรก เพื่อชะลอความเร็วของรถหรือหยุดรถ น้ำมันเบรกส่วนใหญ่ ทำมาจากน้ำมันพวกอีเทอร์ (ETHER) หรือไกลคอล (GLYCOL) ซึ่งมีคุณสมบัติทนอุณหภูมิสูงและต่ำได้ดี มีการดูดซึมกับน้ำและไอน้ำได้ดีแต่เป็นอันตรายต่อสีรถ

เมื่อมีการใช้น้ำมันเบรกไปเป็นเวลานาน น้ำมันเบรกจะดูดซับน้ำและไอน้ำซึ่งผ่านเข้าทางรูหายใจของกระปุกน้ำมันเบรก ท่อยางและข้อต่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะมีผลทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรก ลดต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อจุดเดือดของน้ำมันเบรกลดต่ำลงจนถึงจุดหนึ่ง จะเกิดอาการเวเปอร์ล็อก (VAPOUR LOCK) ในขณะเบรก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ประสิทธิภาพของการเบรกลดลง เบรกไม่อยู่ และอีกประการหนึ่งเมื่อมีน้ำปนในน้ำมันเบรกมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีสารป้องกันการกัดกร่อนในน้ำมันเบรกอยู่ก็ตาม ก็จะทำให้กระบอกเบรก แม่ปั๊มเบรก หรือส่วนที่เป็นโลหะของระบบเบรกถูกกัดกร่อน จะทำให้น้ำมันเบรกรั่วซึมได้ ฉะนั้นควรมีการเปลี่ยนน้ำมันเบรกเมื่อใช้งานผ่านไปแล้วประมาณ 1 ปีหรือประมาณ 20,000 กม. 

 ส่วนประกอบของจานคลัทช์มีอะไรบ้าง

1. ผ้าคลัทช์  2. ร่องเฟือง  3. สปริงจานคลัทซ์  4. หมุดยึดโครงจานคลัทช์ 

 

มีความจำเป็นหรือไม่ ถ้าจะถอดใส้กรองอากาศออกมาทำความสะอาดทุกๆ 1 เดือน 
กรองอากาศทำหน้าที่คอยดักฝุ่นละอองในอากาศไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์ ส่งผลให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ซึ่งปริมาณของฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนใส้กรองจะขึ้นอยู่กับการใช้งานของรถ สถานที่ๆใช้รถเป็นสำคัญเช่น ใช้ในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองมาก ก็จำเป็นต้องตรวจสอบและทำความสะอาดให้เร็วขึ้น อาจเป็น 2เดือน/ครั้ง แต่ถ้าใช้งานไม่มากหรือสถานที่ที่ไม่มีฝุ่นละอองเลย อาจเป็น 2 เดือน/ครั้งได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม 
ถ้าเกิดว่าอุณหภูมิความร้อนของเครื่องยนต์สูงขึ้น จะมีวิธีปฏิบัติเพื่อเเก้ไขอย่างไร
ถ้าหากขณะขับรถ และสังเกตุเห็นเข็มวัดอุณหภูมิ ที่ติดตั้งบนหน้าปัดค่อยๆเพิ่มขึ้น มากกว่าปกติใกล้ถึงขีดสีแดง หรือตัว "H" อย่าเพิ่งตกใจ ขอให้ชะลอความเร็วลง เพื่อขับเข้าจอดชิดขอบทางที่ปลอดภัย แต่อย่าดับเครื่องยนต์ทันที รอให้เครื่องยนต์เดินเบาปกติสักครู่ สังเกตเกจวัดอุณหภูมิ ว่าแสดงอาการลดลงหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยเปิดฝากระโปรงหน้า และดับเครื่องยนต์แล้วทิ้งให้เครื่องยนต์ เย็นลงสักครู่จนกว่าแรงดันในหม้อน้ำจะลดลง แต่อย่าเปิดฝาหม้อน้ำ ขณะที่น้ำในหม้อน้ำกำลังเดือด หรือแรงดันสูงมาก เพราะอาจทำให้น้ำ หรือไอที่กำลังร้อนลวกโดนมือได้ เราสังเกตแรงดันในหม้อน้ำได้ โดยทดลองใช้ผ้ารองมือและบีบที่ท่อยางหม้อน้ำ ว่าบวม แข็งมากหรือไม่ เพื่อความปลอดภัย เมื่อแรงดันลดลงมากแล้วจึงค่อยๆ ขยับฝาหม้อน้ำทีละน้อยโดยใช้ผ้ารอง ป้องกันความร้อนจนสุดล็อกแรก ปล่อยให้แรงดันระบายออกจนหมด จึงค่อยเปิดฝาหม้อน้ำออกจากหม้อน้ำ ถ้าพบว่าน้ำพร่องหรือแห้งมาก ให้หาน้ำมาเติมใส่ที่ละน้อยจนเต็ม ปิดฝาหม้อน้ำให้เรียบร้อย ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว ก็สังเกตุการทำงาน ของพัดลมหม้อน้ำ ว่ายังทำงานปกติทั้งหมด หรือมีรอยน้ำรั่วจากทีใดบ้าง จากนั้นจึงประเมินสถานการณ์ เพื่อนำรถเข้ารับการตรวจสอบ ยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด เพราะทั้งพัดลมระบายความร้อน น้ำรั่ว และอาการอุดตันที่แผงรังผึ้ง ส่งผลให้เกิดความร้อนขึ้นสูงทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม การขับรถขอให้ช่วยหมั่นสังเกตความผิดปกติของเกจวัด และสัญญาณเตือนต่างๆบนหน้าปัดว่าผิดปกติหรือไม่ ซึ่งบางท่านขับรถอย่างเดียว แม้แต่เกจวัดน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่ดูเลย
กรณีที่คลัทช์หมด และถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนตามกำหนด จะเกิดปัญหาที่จุดไหนบ้าง แล้วมีผลต่อเนื่องอย่างไร
ในกรณีที่คลัทช์หมด ผู้ขับขี่สามารถทราบ จากอาการเบื้องต้นได้โดยสามารถ สังเกตุจากขณะขับขี่ เมื่อเหยียบคลัทช์ จะรู้สึกหนักมากผิดปกติ หรือขณะเร่งเครื่องยนต์ รอบเครื่องจะไม่สัมพันธ์กัน เนื่องจากการส่งต่อกำลัง ไปยังเกียร์ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งการแก้ไข จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดคลัทช์ใหม่ แต่ถ้าไม่ทำการเปลี่ยน อาจส่งผลกระทบต่อชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกเช่น 
  • 1. สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูง เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าปกติ 
  • 2. ถ้าสึกหรอจนถึง จุดย้ำของแผ่นผ้าคลัทช์ ตัวหมุดนี้ก็จะเสียดสีกับล้อช่วยแรงเครื่องยนต์ ทำให้เกิดรอยเสียหายเพิ่มขึ้นอีก 
  • 3. อาจก่อให้เกิดอันตรายกรณีขึ้น หรือลงทางชัน เนื่องจากไม่สามารถใช้แรงเบรก จากเครื่องยนต์ช่วยชะลอ ความเร็วได้ 
  • 4. อาจเกิดความสึกหรอในชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น จานกดคลัทช์หมด, ล้อช่วยแรง (ฟลายวีล) ฯลฯ 
กรณีที่พบว่าแอร์มีกลิ่นอับเกิดจากแบคทีเรีย ฝุ่นละออง และความชื้นที่สะสมอยู่ภายใน มีวิธีขจัดกลิ่นอย่างไร
วิธีที่กล่าวต่อไปนี้เป็นวิธีที่สามารถทำได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องไปเข้าศูนย์บริการ 
  • 1. สตารท์เครื่องยนต์ เปิดแอร์ให้แรงสุด พร้อมเปิดประตูรถทั้ง 4 บานทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ในที่โล่งแจ้งที่อากาศถ่ายเทได้มีแสงแดด 
  • 2. จากนั้นดับเครื่องยนต์ ปิดแอร์ แต่เปิดประตูทั้ง 4 บานทิ้งไว้ตลอดวัน 
  • 3. ถ้ากลิ่นยังไม่หาย ให้จัดหาถ่านหุงข้าวโดยมีภาชนะกันเปื้อนรองมาใส่รถ โดยใส่ที่ตำแหน่งที่วางเท้าด้านหน้า-หลังประมาณ 1 กิโลกรัมเพื่อดูดซับกลิ่น 
อยากทราบว่า หลังจากชะลอความเร็วของรถ เพื่อเตรียมจอดชั่วคราว เช่น หยุดรอสัณญาณ ไฟจราจร จะสามารถเลื่อนเกียร์อัตโนมัติ ไปที่ตำแหน่ง N ก่อนที่รถจะจอดสนิท ได้หรือไม่
สำหรับการเปลี่ยนเกียร์เพื่อเตรียมจอดชั่วคราว เช่นหยุดรอสัญญาณจราจร จะสามารถเลื่อนเกียร์จากเกียร์อัตโนมัติไปที่ตำแหน่ง N ได้ในความเร็วไม่เกิน 10 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น ถ้ารถอยู่ในความเร็วที่เกินกว่านั้นจะทำให้เกิดอันตรายในการขับขี่ เนื่องจากไม่มีแรงเบรกจากเครื่องยนต์มาช่วยชะลอความเร็ว มิฉะนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุกับรถคันที่จอดอยู่ข้างหน้า
 การผุกร่อนของตัวรถสามารถป้องกันได้อย่างไร
การผุกร่อนของตัวรถ ส่วนมากมักเกิดจากความชื้น ที่ทำปฏิกิริยากับโลหะ ความชื้นที่กล่าว มักจะมากับการดูแลรักษารถที่ผิดวิธี หรือไม่ดูแลรักษารถซึ่งมีวิธีการป้องกันดังนี้ 
  • 1. การล้างรถควรใช้น้ำที่สะอาดมีค่า PH ที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกใช้แชมพู ที่ใช้เฉพาะรถยนต์ 
  • 2. หากสภาพถนนที่เป็นดินหรือโคลน เช่นดินลูกรัง ก็ควรทำความสะอาด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เนื่องจากดินหรือโคลนที่ติดอยู่ จะเป็นตัวสะสมความชื้น กัดกร่อนชิ้นส่วน ให้เกิดการผุกร่อนได้ง่าย 
  • 3. เมื่อตรวจพบว่าสีมีรอยกระเทาะ จากเศษหินให้ใช้สีแต้มปิด รอยกระเทาะ ซึ่งในรถใหม่ของนิสสันทุกคันจะมีสี touch up จำนวน 1 กระป๋องเล็ก 
  • 4. ถ้ารถของท่านเกิดอุบัติเหตุ ควรนำรถเข้ารับการซ่อมแซมโดยเร็ว เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ทางศูนย์บริการ ซ่อมตัวถังทำการเคลือบสี ในส่วนที่เสียหาย
ถ้าเปิดไล่ฝ้ากระจกทิ้งไว้นานๆกระจกจะแตกหรือไม่
ไล่ฝ้าบนกระจก มีไว้ใช้ในยามทีเกิดละอองน้ำจับ เนื่องจากเกิดความแตกต่าง ระหว่างอุณหภูมิภายในและภายนอกรถมาก ไล่ฝ้ากระจกทำจากการสกรีน ที่ประกอบด้วยผงสารตัวนำไฟฟ้า ให้เกิดเป็นเส้นลายบนกระจก ขณะที่ลวดไล่ฝ้าทำงานโดยปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ไหลผ่าน จะเกิดความร้อนขึ้นบนเส้นลวดแต่ละเส้น ให้ไอน้ำที่มาเกาะระเหยไป ปกติแล้วจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียส แผ่กระจายโดยรอบ ซึ่งไม่ส่งผลให้กระจกแตกได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากเกิดการชำรุดของลวดไล่ฝ้า เช่น การทำให้เกิดรอยขีดข่วนลึก ส่งผลให้เกิดความต้านทานสูง เฉพาะจุด เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดจุดความร้อนสูงมาก ซึ่งอาจถึง 200 องศาเซลเซียส (เหมือนขดลวดไฟฟ้า) และอาจส่งผลให้ กระจกแตกชำรุดได้
รถยนต์นิสสันที่ออกจากโรงงานมีการตรวจสอบคุณภาพสีหรือไม่
ตัวถังรถยนต์นิสสัน ที่ผลิตออกมาทุกคัน ผ่านขบวนการ และขั้นตอนการจุ่มเคลือบสีป้องกันสนิม (EDP : Electro Deposition Paint) พ่นสี และอบสีด้วยอุณหภูมิสูง ก่อนนำออกไปประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ได้มีการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น เป็นอันดับแรก หลังจากที่มีการประกอบ เป็นตัวรถเรียบร้อยแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบตำหนิต่างๆ บนผิวสี จากนั้นจึงนำส่งยังตัวจำหน่าย เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าต่อไป 
อยากทราบวิธีการดูแลชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์ที่ผลิตจากวัสดุประเภทยาง
คำถามข้อนี้คงไม่รวมถึงท่อยางหม้อน้ำ สายพาน สายหัวเทียน ยางล้อรถ แต่หมายถึง ยางขอบประตู ฝาท้าย รวมถึงยางที่อยู่ในห้องโดยสาร ซึ่งการรักษาชิ้นส่วนที่เป็นยาง ยกเว้นล้อยาง ก็มีเพียงการใช้ผ้าชุบน้ำสบู่หรือแชมพู พอหมาดๆเช็ดทำความสะอาด เอาฝุ่นหรือน้ำมันที่มาเกาะติดออก จากนั้นให้ใช้วาสลีนทาบางๆ บนผิวยางให้ทั่ว ทิ้งไว้สักครู่จึงค่อยเช็ดออก ซึ่งวาสลีนจะมีคุณสมบัติรักษาคุณภาพของยาง ให้นิ่มอ่อนตัวและยืดหยุ่นได้ดี ส่งผลให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น 
มีความจำเป็นหรือไม่ ถ้าจะถอดไส้กรองอากาศออกมาทำความสะอาดทุกๆ 1 เดือน
กรองอากาศทำหน้าที่คอยดักฝุ่นละออง ในอากาศไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์ ส่งผลให้เครื่องยนต์ มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ซึ่งปริมาณของฝุ่นละออง ที่ติดอยู่บนไส้กรอง จะขึ้นอยู่กับการใช้งานของรถ สถานที่ที่ใช้รถเป็นสำคัญ เช่น ใช้ในสถานที่มีฝุ่นละอองมาก ก็จำเป็นต้องตรวจสอบ และทำความสะอาด ให้เร็วขึ้น อาจเป็น 2 ครั้ง/เดือน แต่ถ้าใช้งานไม่มาก หรือสถานที่ไม่มีฝุ่นละอองเลย อาจเป็น 2 เดือน/ครั้ง ได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร หากขณะนำรถออกไปใช้งานเกิดอุบัติเหตุ ขับรถตกไปในน้ำ ขอให้ช่วยแนะนำด้วย
กรณีขับรถตกน้ำ สามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณีใหญ่ๆ คือ
  • 1. ขับไปดีๆ หักหลบอะไรไม่รู้เลี้ยวลงคูข้างทาง จมไปครึ่งคัน กรณีนี้ดีหน่อย ถ้าไม่เป็นอะไรมาก ก็ยังสามารถออกมายืน ดูรถได้ แต่กว่าจะนำรถมายกขึ้น ก็คงเกินเวลาหลายชั่วโมงอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหาย ที่เพิ่มขึ้นกับชิ้นส่วนอิเลคทรอนิก ให้เปิดฝากระโปรงหน้า ถอดขั้วลบแบตเตอรี่ออก ทั้งนี้เป็นการป้องกัน การกัดกร่อนของขั้วไฟต่างๆ อันเกิดจากกระแสไฟฟ้า ลัดวงจรโดยใช้น้ำเป็นตัวนำ 
  • 2. สำหรับกรณีนี้หนักหน่อย คือรถจมลงไปทั้งคันเรียกว่ามิดหลังคา ซึ่งสิ่งแรกขอให้ทำการตั้งสติให้ดี เพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ น้ำทะลักเข้าตัวรถ จากนั้นปลดเข็มขัดนิรภัยออก สูดหายใจลึกๆ พร้อมที่จะออกจากตัวรถ โดยการเปิดกระจก หรือหาอะไรก็ได้เคาะกระจก ให้น้ำไหลเข้ารถพอประมาณ เมื่อเต็มแล้วจึงเปิดประตูรถออก หรือเอากระจกลงให้สุด พร้อมดันตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ ส่วนรถที่จมอยู่ให้ปล่อยไว้รอเวลามายกขึ้น (คงไม่มีใครดำน้ำลงไป เปิดฝากระโปรงถอดขั้วแบตเตอรี่ออก เอาชีวิตรอดมาได้ก็บุญแล้ว) แต่อย่างไรก็ตามขับรถตามกฏ ไม่ขับเร็วจนเกิดอุบัติเหตุได้ เป็นดีที่สุด 
อยากทราบจุดเด่นของเครื่องยนต์ TD25Ti มีอะไรบ้าง
เครื่องยนต์ TD25Ti เป็นเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีความจุประมาณ 2500 CC. ติดตั้งเทอร์โบ และอินเตอร์คูลเลอร์พร้อม ระบบควบคุมมลภาวะแบบ EGR (Exhaust Gas Recirculation) ที่ควบคุมด้วยอิเลคทรอนิก มีจุดเด่นดังนี้ 
  • 1. เครื่องยนต์ให้กำลังสูงถึง 76 Kw.ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดที่245 N-m ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งสูงกว่า เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ ขนาดความจุเท่ากัน แต่ไม่มีเทอร์โบ และอินเตอร์คูลเลอร์ 
  • 2. ตำแหน่งการติดตั้ง อินเตอร์คูลเลอร์ของเครื่องยนต์ อยู่ด้านบน พร้อม Scoop ดักอากาศที่ฝากระโปรง ทำให้อากาศภายนอกไหลผ่าน ครีบระบายความร้อนของอินเตอร์คูล มีผลให้ไอดีที่มีอุณหภูมิสูง จากการอัดของเทอร์โบ มีอุณหภูมิลดลงและความหนาแน่นเพิ่มขึ้น รวมทั้งระยะของท่ออินเตอร์ ที่สั้นกว่าการวางตำแหน่งอินเตอร์คูลเลอร์ ไว้ด้านหน้ารถ จึงลดการสูญเสีย จากการต่อท่ออากาศที่ยาว ทำให้มีปริมาณอากาศเข้าห้องเผาไหม้ได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการเผาไหม้แบบปกติทั่วไป 
  • 3. เครื่องยนต์ไม่ร้อนจัดหรืออุณหภูมิสูงเกินไป เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ ระบบไม่ติดตั้งอินเตอร์คูลเลอร์ ทำให้การสึกหรอของเครื่องยนต์ น้อยกว่าปกติ จึงมีอายุการใช้งาน ที่ยาวนานขึ้น  4. เครื่องยนต์เผาไหม้หมดจด ลดปัญหาการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและมลภาวะจากไอเสีย 
  • 5. การควบคุมเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างเหมาะสม ทำโดยแรงดันเสริมภายในท่อ ทำให้ได้กำลังและแรงบิด อย่างต่อเนื่องทุกช่วงความเร็วรอบ 6. แก็สไอเสียที่มีการขยายตัวในชุดเทอร์ไบน์ ส่งผลให้เสียงดังจากไอเสียลดลง 
อยากทราบว่ารถกระบะที่ใช้ระบบ Direct Injection มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร
เครื่องยนต์ระบบ Direct Injection ไม่มีห้องเผาไหม้ล่วงหน้า หรือที่เรียกว่าระบบสเวิร์ลแชมเบอร์ หัวฉีดจะฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง โดยตรงเข้ากระบอกสูบ หัวลูกสูบมักจะเว้าเข้าไป เพื่อให้เกิดช่องว่าง สำหรับการเผาไหม้ และการหมุนวน ของส่วนผสม ซึ่งจะช่วยให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพ ดียิ่งขึ้น แต่เมื่อพิจารณาเครื่องยนต์ ดีเซลแบบไดเร็คอินเจคชั่น เทียบกับสเวิร์ลแชมเบอร์ มีข้อดีและข้อเสีย ดังนี้ ข้อดี • ประหยัดเชื้อเพลิง • มีกำลังและแรงบิดสูง เนื่องจากการจุดระเบิด และการเผาไหม้โดยตรง บนหัวลูกสูบ ข้อเสีย • มีมลภาวะออกมากับไอเสียมาก เนื่องจากการเผาไหม้ทั้งหมด เกิดขึ้นบนหัวสูบโดยตรง ทำให้ส่วนผสมบางส่วน ปนออกมากับไอเสีย  • มีเสียงดัง และสั่นสะเทือนสูงขณะเครื่องยนต์ทำงาน • การทำให้น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นละอองฝอยคลุกเคล้า กับอากาสได้ดี จึงต้องมีขนาด ของรูหัวฉีดเชื้อเพลิงที่เล็กมาก ส่งผลให้เกิดการอุดตันได้ง่าย 
ปัจจุบันใช้รถนิสสันรุ่น SENTRA 1.6 และจะทราบได้อย่างไรว่าเข็มขัดนิรภัย ยังดีอยู่หรือไม่ มีวันหมดอายุหรือเปล่า และมีวิธีการตรวจสอบอย่างไร ช่วยแนะนำด้วย
อายุการใช้งานของเข็มขัดนิรภัย ขึ้นอยู่กับการทำงานที่สมบูรณ์ และสามารถป้องกันบุคคลที่คาดเข็มขัด การตรวจสอบการทำงาน ซึ่งติดตั้งในรถ NISSAN NV ซึ่งเป็นแบบ ELR ( Emergency Locking Retractor) โดยทดลองดึงออก หรือกระตุกไปด้านหน้า อย่างรวดเร็ว เข็มขัดนิรภัยที่ดีจะต้องล็อค หยุดการเคลื่อนที่ ออกจากม้วนทันที ส่วนหัวล็อคจะต้องแข็งแรงมั่นคง ไม่แตกหักเสียหาย จนไม่สามารถล็อคอยู่ รวมทั้งสภาพของสายคาด เข็มขัดนิรภัยต้องอยู่ในสภาพที่ดี ไม่ใช่มีไว้หลอกตำรวจ แต่ต้องปกป้องชีวิตผู้ใช้งาน
อยากทราบว่ารถนิสสันเอ็นวี จะต้องใช้หัวเทียนยี่ห้ออะไร เบอร์อะไร ถ้าเป็นไปได้ กรุณาอธิบายเรื่องหัวเทียน รวมถึงอายุการใช้งาน
รถนิสสัน NV ปัจจุบันใช้เครื่องยนต์รุ่น GA16DE ซึ่งโรงงานประกอบรถยนต์ เราใช้หัวเทียนยี่ห้อ NGK เบอร์ BKR5E เป็นมาตรฐาน ตามที่ทีมงานวิศวกร ของนิสสันประเทศญี่ปุ่นกำหนด นอกจากนี้แล้ว การบำรุงรักษาหัวเทียน ได้แก่ ถอดทำความสะอาด ปรับระยะห่างเขี้ยวหัวเทียนใหม่ ทุกๆ 10,000 กิโลเมตร หรือทุกๆ 6 เดือน รวมทั้งการเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 20,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปี
 ถ้าหากอุณหภูมิความร้อนของเครื่องยนต์สูงขึ้น จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร
ถ้าหากขณะขับรถ และสังเกตเห็นเข็มวัดอุณหภูมิ ที่ติดตั้งบนหน้าปัดค่อยๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ใกล้ถึงขีดแดง หรือตัว "H" อย่าเพิ่งตกใจ ขอให้ชลอความเร็วรถลง เพื่อขับเข้าจอดชิดขอบ ทางที่ปลอดภัย แต่อย่าดับเครื่องยนต์ทันที รอให้เครื่องยนต์เดินเบาปกติสักครู่ สังเกตเกจวัดอุณหภูมิ ว่าแสดงอาการลดลงหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยเปิดฝากระโปรงหน้า และดับเครื่องยนต์ และทิ้งให้เครื่องเย็นลงสักครู่ จนกว่าแรงดันในหม้อน้ำจะลดลง แต่อย่าเปิดฝาหม้อน้ำ ขณะที่น้ำในหม้อน้ำกำลังเดือด หรือแรงดันสูงมาก เพราะอาจทำให้น้ำ หรือไอที่กำลังร้อนลวกโดนมือได้ เราสังเกตแรงดันในหม้อน้ำ ได้โดยทดลองใช้ผ้ารองมือ และบีบที่ท่อยางหม้อน้ำว่าบวม แข็งมากหรือไม่ เพื่อความปลอดภัย เมื่อแรงดันลดลงมากแล้ว จึงค่อยๆ ขยับฝาหม้อน้ำ ทีละน้อยโดยใช้ผ้ารอง ป้องกันความร้อนจนสุดล็อคแรก ปล่อยให้แรงดันระบายออกจนหมด จึงค่อยเปิดฝาหม้อน้ำออกจากหม้อน้ำ ถ้าพบว่าน้ำพร่อง หรือแห้งมาก ให้หาน้ำมาเติม ใส่ทีละน้อยจนเต็ม ปิดฝาหม้อน้ำให้เรียบร้อย ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว ก็สังเกตุการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ ว่ายังทำงานปกติทั้งหมด หรือมีรอยน้ำรั่วจากที่ใดบ้าง จากนั้นจึงประเมินสถานการณ์ เพื่อนำรถเข้ารับการตรวจสอบ ยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด เพราะทั้งพัดลมระบายความร้อน น้ำรั่ว และการอุดตันที่แผงรังผึ้ง ส่งผลให้เกิดความร้อนขึ้นสูงทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม การขับรถขอให้ช่วยหมั่นสังเกต ความผิดปกติของเกจวัด และสัญญานเตือนต่างๆ บนหน้าปัดว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ ซึ่งบางท่านขับรถอย่างเดียว แม้แต่เกจวัดน้ำมันเชื้อเพลิง ยังไม่ดูเลย